วันนึงของชั้น...

posted on 23 Jan 2009 14:44 by nook-nick

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา คือ ใน section นุ๊กต้องทำงาน Engงานนึง เมื่อเรียนมาเหนื่อยทั้งวี่ทั้งวันแล้ว ก้อต้องมานั่งทำงานเกี่ยวกับฉากการแสดงละครที่ใกล้จะมาถึงในไม่ช้า ทุกคนก้อมุ่งมั่นทำงานกัน (เล่น+ทานขนม)ตั้งแต่4 โมงเย็นถึง2ทุ่มโดยประมาณ  หลังจากนั้นก้อแยกย้ายเดินทางกลับบ้านตามปกติ เมื่อนุ๊กกับเพื่อนอีกคนนึงถึงหน้าเมเจอร์ก็เริ่มมีความคิดที่เหมือนกันว่า ท้องของเรา2คนกำลังร้องขอความช่วยเหลือหรือความอนุเคราะห์จากเรานั่นเอง ง่ายๆคือ ท้องร้องนั่นแหละ ก้อเลยแบกสังขารอันหิวโหยข้ามสะพานลอยอันแสนยาวไกลไปทานข้าวกัน พอไปถึงที่ร้านอาหาร

ก้อเป็นร้านข้าวต้มธรรมดาร้านนึง ไม่ใหญ่มาก พื้นๆ มีโต๊ะมาวางเรียงรายหน้าถนนในซอย อะไรประมาณนี้      เมื่อหาโต๊ะนั่งได้ เพื่อนนุ๊กก้อบอกนุ๊กว่า อยากทานอะไรก็สั่งเลยเพราะร้านนี้เป็นร้านอาหารตามสั่ง จึงไม่มีเมนู  อันนี้คือเรื่องจริงว่าไม่มีเมนู ไม่มีแม้กระทั่งเขียนไว้ด้วยซ้ำ คือ เค้าสามารถทำให้เราทานได้หมด จากนั้นเราก้อจัดการสั่งอาหารตามเราสั่ง555+ เมื่อได้มาแล้วก้อจัดการซัดแหลกกัน2คน เมื่อข้าวเริ่มเข้าปากนุ๊กคำที่ 3       ก้อรู้สึกว่า มีคนมามองอยู่ข้างๆ นั่นคือ คนที่เดินขอตังค์นั่นเอง แบบว่า เดินอุ้มลูกมา นุ๊กก้อส่ายหัว          ประมาณว่าไม่ให้ (ดูใจร้ายเนอะ )  ต่อมาก้อเริ่มจกอาหารต่อคนล่ะคำ2คำก้อเริ่มมีความรู้สึกว่า เริ่มมีสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่กำลังใกล้เข้ามา เมื่อเงยหน้ามา ก้อเจอเลยค่ะ ช้างตัวใหญ่มากๆๆๆ งวงนี่สะบัดไปมา เดินใกล้กับโต๊ะที่นุ๊กกะเพื่อนนั่งอยู่ นุ๊กถึงกับว่า เกิดอาการกลัว เพราะมีความรุสึกว่า ช้างมันเดินใกล้โต๊ะเกินไป  กลัวว่ามันจะล้มมาทับ ไม่งั้นช้่างก็อาจจะหิวแล้วเอางวงมากินอาหารของเราที่เรากำลังทานอยู่ ณ ตอนนั้นจิตนาการบรรเจิดมากมาย และแล้วช้างก้อเดินจากไป ให้นุ๊กตื่นเต้นขนาดทานข้าวชั่วขณะ และจากนั้นก้อรวบรวมสติทานข้าวต่อ    เด๋วก่อนขอบอกก่อนว่า อาหารร้านนี้อร่อยมากเลยทีเดียว แต่คนที่ไม่ชอบกระเทียมอาจจะไม่ชอบเพราะเค้าตะบี้ตะบันใส่กระเทียมเหมือนเอามาทั้งสวน กับข้าวที่นุ๊กสั่งมาทุกอย่างล้วนแต่มีกระเทียมเป็นส่วนประกอบด้วยกันทั้งสิ้น แม้แต่ต้มยำ แต่อาหารอร่อยนะ หลังจากนั้นก้อบรรจงทานข้าวกันต่อและแล้วก้อเกิดสถานะการคับขันต่อคือ  มีคนตาดีจูงคนตาบอดร้องเพลงมาขอตังค์ตามโต๊ะ คือ การขอตังค์ของเค้านี่เป็นการกดดันมาเลยค่ะ เค้าจะเดินมาตามโต๊ะแล้วลำโพงเค้าก้อเปิดได้ดังมาก และมายืนข้างๆตัวเลยทีเดียว เหมือนอยู่ในสงครามจิตวิทยาอะไรประมาณนี้ แล้วเค้ายืนนานมากอ่ะ แต่ความใจร้ายของเราก้อไม่ให้ตามเดิม แล้วก้มหน้าก้มตาทานข้าว เมื่อเค้าเดินจากไป ก้อเป็นหัวข้อที่ถกกับเพื่อนว่า ที่ไม่ให้ตังค์ไม่ได้เป็นเพราะใจร้าย แต่คือว่าเค้าสามารถหาอะไรที่ดีกว่านี้ทำได้อีกไม่ใช่การมาเดินขอตังค์แบบนี้ เราอาจจะไม่ได้ตกอยู่ในสถานะการที่ลำบากแบบเค้าเราถึงคิดแบบนี้แต่คือว่านุ๊กเคยเห็นคนที่มาขอตังค์ เค้าดูแบบน่าสงสารมากอ่ะ นุ๊กก้อเลย ให้ไป 50 บาท และนุ๊กก้อลงไปรอรถเมย์ประมาณ 20 นาที แล้วก้อเจอคนที่นุ๊กให้ตังค์เค้าเนี่ยแหละ  คุยโทรศัพท์มือถือและก้อยืนสูบบุหรี่ นุ๊กรุสึกไม่ดีกับสิ่งที่เค้าทำเลยอ่ะ  แต่ก้อไม่ได้เสียดายตังค์นะ เพราะเราให้ไปแล้ว  และอีกครั้งนึงก้อไปที่ปากครองตลาดเพื่อจะไปซื้อดอกไม้ให้แม่ในวันแม่ เมื่อซื้อเสร็จแล้ว ก้อนั่งตรงฟุตบาทกับเพื่อนนั่งทานขนมตามประสา แล้ว เจอผู้ชายคนนึงมาขอตังค์น่ากลัวมากเลยขอบอก นุ๊กก้อบอกว่านุ๊กไม่มี แล้วเค้าก้อบอกว่าถ้าไม่มีตังค์แล้วจะซื้อดอกไม้ได้ไง นั่นแหนะมีการต่อรอง คือ เค้าตื้อน่ากลัวมากอ่ะ และตัวเค้าก้อดูเหมือนจะติดกาวด้วย เมื่อเจอสถานะการนี้แล้วกลัวอยากจะร้องไห้ แล้วเพื่อนที่ไปด้วยก้อดันใจร้อนจะต่อยคนขอตังค์สะงั้น เลยทำให้นุ๊กกลัวเข้าไปใหญ่ แล้วคนขอตังค์เค้าก้อพูดว่า จะไปเรียกเพื่อนมารุม เท่านั้นแหละค่ะ นุ๊กนี่ถึงกับน้ำตาคอ ดึงเพื่อนกลับบ้านเลยทีเดียว ไอ้เพื่อนก้อไม่รุจักกลัว จะรอมันท้าดวลหรือไงไม่ทราบนี่ก้อเลยทำให้เวลาเจอคนที่ขอตังค์ก้อเลยไม่ให้

กลับมาที่ร้านที่นุ๊กทานข้าว คือ ไม่เกิน 10 นาทีก้อจะมีคนเดินมาขอตังค์แบบนี้เรื่อยๆ ทั้งแม่ชี ทั้งแม่ค้าขายดอกไม้ที่จูงคนตาบอดมาด้วย เด็กน้อย เยอะมากอ่ะ ที่นั่งทานข้าวประมาณ 1 ชั่วโมง มีคนมาขอตังค์ประมาณ 10 คนได้ หลังจากที่ทานข้าวจนพุงจะระเบิด ก้อเดินกลับไปยังอีกด้านนึงเพื่อจะกลับบ้าน เมื่อขึ้นรถตู้ก้อนั่งคิดไปเรื่อยๆเกี่ยวกับคนพวกนี้ที่เราเจอ พูดถึงว่า มันก้อเป็นปัญหาสังคมเหมือนกัน ที่เราน่าจะแก้ไข หรือเราสามารถทำอะไรได้บ้าง ไม่ใช่แค่การให้ตังค์เค้า เหตุการณ์แบบนี้น่าจะสะท้อนอะไรภายในสังคมไทยได้บ้างเนอะว่าม่ะ*0*

 

=^_________________^=

edit @ 23 Jan 2009 16:14:55 by ชอย อึนโช

ก้อนู๋ไม่ชอบอ่า

posted on 15 Dec 2008 16:32 by nook-nick

ก้อต้องพูดถึงเรื่องที่ผ่านมาแล้วที่มีความประทับใจมากมาย แล้วก้ออยากจะให้ผู้อื่นได้รับทราบในสิ่งที่นุ๊กอยากจะบอกเรื่องต่อไปนี้นะค่ะ คุณคงเคยมีไอดอลประจำใจบ้างไม่คนหรือหลายคน นุ๊กก้อมีเหมือนกันค่ะ เพราะนุ๊กชอบคนที่คิดเก่งมีความสามารถ อารายประมาณนี้ ที่นุ๊กเจอไอดอลคนนี้นี่ไม่นานค่ะ เพิ่งเจอเค้าเมื่อไม่นานมานี้เอง ก้อคือ อาทิดที่แล้วนุ๊กได้เข้ารับการอบรมจากโครงการที่ชื่อว่า singha biz course เป็นโครงการที่จะรับนักศึกษาอย่างเราๆเข้ารับการฝึกงานในบริษัทของเค้านี่อ่าแหละ คือ ประเด็นก้อไม่ได้อยู่ที่เนื้อหาของโครงการมากนักหรอกค่ะ แต่ประเด็นจิงๆแล้วมันอยู่ที่วิทยากรนี่แหละ วิทยากรที่มาพูดคนแรกชื่อคุณฉัตรชัย วิอารายสินนี่แหละ หรือที่พี่ๆเค้าเรียนกันว่าคุณบอย อายุก้อประมาณคุณพ่อนู๋นุ๊กได้ ไม่งั้นก้อมากกว่า คุณลุงบอยเป็นคนขาว สูง ทำงานอยู่บริษัทบุญรอดนี่หล่ะค่ะ ฝ่ายการตลาด ที่ให้คุณลุงบอยเป็นไอดอลนี่คือ เค้าเป็นคนที่ได้ใจอ่ะ ชอบความสดใหม่ของเค้า เค้าเป็นคนพูดไม่ค่อยเก่งนะ แต่เค้ามีความคิดที่เก่งมากกว่า คือ เค้าพูดถึงเรื่องความเก่งความโง่ เค้าบอกว่า คนที่เกิดมาทุกคน ไม่ใช่คนโง่ แต่ทุกคนเป็นคนเก่ง แต่เก่งกันคนล่ะแบบเท่านั้นเอง แต่ถ้าเห็นว่าตัวเองไม่เก่งอะไรสักอย่าง อย่าเพิ่งคิดแบบนั้น เพราะเราอาจจะยังไม่ค้นพบตัวตนของเราว่าเราชอบอะไร เราอาจจะไม่เก่งด้านตรรกกะ แต่เราอาจจะเก่งทางด้านสมองซีกขวาหรือพวกสร้างสรรค์นั่นแหละ คุณลุงบอยพูดต่อว่า ในโลกใบนี้คนที่ประสบความสำเร็จส่วนมากเป็นพวกที่ถนัดใช้สมองซีกขวามากกว่าด้วยซ้ำ เช่น นักแสดง นักร้อง นักวาดรูป ช่างแต่งหน้า ประมาณนี้ และเค้าได้ยกตัวอย่างคน2คนคือ poll pote กะอีกคนนี่จำชื่อม่ะได้ คือคนนึงนี่เป็นคนที่น่าสงสารคนนึง เพราะเค้าเป็นคนบื้อๆ และมีแต่คนแกล้งคนรังแก จนทำให้เค้าคิดว่า เค้าทามอารายก้อไม่ดีไปหมด เมื่อเค้าเคียดๆเวลาเพื่อนแกล้งเค้าก้อกลับบ้านไปร้องไห้ แล้วบังเอิญว่าที่บ้านเค้าเปิดเพลงโอเปร่าไว้อยู่ เค้าฟังแล้วเค้าก้อรู้สึกว่าชอบ แล้วเค้าก้อหัดร้องเพลง เพราะเค้าคิดว่า มันเป็นหนทางที่ทำให้เค้าสบายใจมากที่สุด  ถ้าเล่าต่อไปต้องยาวแน่เลย ไปหาดูที่youtubeดูล่ะกันนะค่ะ นุ๊กดูแล้วจะร้องไห้ เพราะความเชื่อมั่นและคิดว่าเมื่อถึงณ จุดๆนึง เราจะสามารถทำมันได้

 

อ่ะมาพูดถึงคุณลุงบอยต่อล่ะกันนะค่ะ...ชอบใจที่เค้าให้เราเชื่อมั่นในตัวเอง และชอบการคิดของเค้าที่บอกกะเราว่า ถ้ามีคนมาบอกเราว่า เราเรียนไม่เก่ง ให้เราพูดกะเค้าต่อไปว่า เราไม่ชอบระบบการศึุกษาของไทย เพราะมันไม่เป็นในสิ่งที่เราถนัดลองคิดดูสิว่า ทำไม เราถึงเรียนเลขได้คะแนนน้อย แต่ทำไมเราเรียนศิลปะได้เอ เสมอๆ ถ้าจะบอกว่าง่ายหรอ แต่ทำไมไอพวกที่เราเรียกมันว่าเก่งถึงทำศิลปะได้ห่วยแตกกว่าเรา ว่าม่ะ แต่ถ้าคนที่เก่งทั้ง2อย่างก้อถือว่าคุณเริ่ดกว่าคนอื่นล่ะกันเนอะ

 

และอีกอย่างคือลุงบอยเค้าเป็นคนที่เท่มากอ่า คือตอนแรกเค้าเรียนทางด้านการบัญชีมา เมื่อจบมาก้อทามงานบัญชีให้กับบริษัทนึง  แต่ไม่เคยปิดงบลงเลยสักที  และเค้าก้อได้ตัดสินใจออกจากงานแล้วมาเรียนต่อทางด้านการตลาด และทำงานได้อย่างรุ่งเรืองจนถึงปัจจุบัน คือ ดูเหมือนเป็นเรื่องปกติช่ายม่ะ แต่คือนุ๊กชอบตรงที่เค้าได้ใจตรงที่ว่า ถ้าไม่ชอบอารายก้อไม่ฝืน เพราะมันไม่ใช่เรา แต่เมื่อเราทามอารายที่เราชอบเราถนัด ผลลัพย์ที่ออกมาก้อคือความสำเร็จกับเรา ไม่ต้องไปเสียดายเวลา แต่ให้เรามั่นใจว่าเราชอบมันจิงๆก้อเท่านั้นเอง

 

การอบรมครั้งที่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทามให้ชั้นประทับใจ แต่ครั้งนี้มันตรงจุดจริงๆ สำหรับนักศึกษาที่ไม่กี่ปีก้อต้องเข้าสู่ตลาดแรงงาน และก้อความเป็นตัวตน นั่นแหละใช่

 

เด๋วครั้งหน้ามาต่อภาค2ล่ะกันนะค่ะ